Book cover of Plow, Pen and Professor

Book Review – Plow, Pen, and Professor คันไถ ปากกา และศาสตราจารย์

Book cover of Plow, Pen and Professor

บทวิจารณ์หนังสือ (Book Review)

ชื่อหนังสือ (Book Title): คันไถ ปากกา และศาสตราจารย์ (Plow, Pen, and Professor)

ผู้เขียน (Author): พระเทพวัชรบัณฑิต, ศ. ดร.

ผู้วิจารณ์ (Reviewer): นางสุนันทา กาญจนมัย (Dr. Sunanta)

บทนํา

หนังสือชื่อ คันไถ ปากกา และศาสตราจารย์ เขียนโดยพระเทพวัชรบัณฑิต, ศ. ดร.(สมจินต์ วันจันทร์) อธิการบดี มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย จัดพิมพ์ในปี พ.ศ. ๒๕๖๓ ที่โรงพิมพ์ประยูรสาสน์ไทยการพิมพ์ มีความยาว ๑๕๕ หน้า เป็นหนังสือที่กล่าวถึงชีวิตส่วนตัวของผู้เขียนเหมือนเป็นอัตชีวประวัติ ตั้งแต่เยาว์วัย ได้เข้าเรียนชั้นประถม บวชเรียน ไต่จากเปรียญธรรมจนกระทั่งจบปริญญาเอกและได้ท างานทางพระพุทธศาสนาด้วยความมุ่งมั่นจนถึงปัจจุบันเป็นหนังสือที่มีการถ่ายทอด อารมณ์ ความรู้สึกนึกคิดและความมุ่งมั่นในชีวิตที่ต้องผจญกับความยากจน ความยากล าบากที่ถาโถมเข้ามา ผู้เขียนได้ใช้ความตั้งใจดี ความมุ่งมั่นจนฟันฝ่าอุปสรรคต่างๆอันยาวนานจนกระทั่งประสบความส าเร็จทั้งในชีวิตส่วนตัว ในการเรียน ในทางธรรมก็ได้ส าเร็จ เปรียญธรรม ๙ ประโยค ในทางโลกได้ส าเร็จปริญญาเอกจากประเทศอินเดีย ตลอดจนการท างานที่ได้ประสบความส าเร็จสูงสุดเป็นถึงศาสตราจารย์ เป็นอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย รูปที่ ๖ เป็นผู้บริหารสถาบันอุดมศึกษาของคณะสงฆ์ไทย เป็นความส าเร็จสูงสุดในทางโลก ด้วยความมุ่งมั่นของผู้เขียนที่ว่า “เมื่อท า ท าให้ถึงที่สุด เมื่อเรียน เรียนให้จบชั้นสูงสุด เมื่อเป็นเป็นให้ดีที่สุด”

ผู้เขียนมีผลงานการเขียนมากมาย ทั้งงานวิจัย หนังสือ งานแปล ต ารา และบทความทางวิชาการ แต่หนังสือเล่มนี้ เป็นหนังสือที่แตกต่างจากงานเขียนอื่น ๆ ของผู้เขียน คือ เป็นอัตชีวประวัติของผู้เขียนและได้เขียนด้วยส านวนที่ตรงไปตรงมา ถ่ายทอดความรู้สึกแท้จริงในขณะนั้นให้ผู้อ่านได้รับรู้อารมณ์ที่ต้องผจญกับเหตุการณ์ต่าง ๆ เป็นการถ่ายทอดความคิดอ่าน ความจริงใจ เป้าหมายที่ชัดเจนในทุกช่วงของชีวิตของผู้เขียน ท าให้ผู้อ่านได้รับรู้ชีวิตจริงๆของบุคคลคนหนึ่งทั้งอารมณ์ความคิด และความรู้สึก ซึ่งเมื่อใดที่ผู้อ่านเกิดความท้อแท้ เบื่อหน่ายในชีวิต ถ้าได้อ่านหนังสือเล่มนี้แล้วจะท าให้เกิดพลัง ลุกขึ้นต่อสู้กับชีวิตต่อไปและ ยังเป็นแบบอย่างในการด าเนินชีวิตจริงๆแก่ผู้อ่านได้เป็นอย่างดี

เนื้อหาโดยย่อ

หนังสือเล่มนี้เป็นการเล่าเรื่องชีวิตจริงของผู้เขียนค่อนข้างละเอียดตามล าดับโดยแบ่งออกเป็น ๓ ตอน ในแต่ละตอนเป็นแต่ละช่วงของชีวิตที่มีความคมในแต่ละด้าน ดังนี้

คมที่ ๑ คันไถ ชีวิตวัยเด็ก

คันไถมีความหมายเป็นนัยถึงชีวิตในวัยเด็กของผู้เขียนที่มีความยากจน พ่อแม่มีลูกมากถึง๑๐ คน เป็นลูกชาวนาที่ต้องใช้คันไถ ใช้ควายเทียมคันไถ ในการท านา ที่นามีไม่มากไม่พอที่จะท ามาหากิน ต้องไปรับจ้างเขาบ้าง ผู้เขียนเด็กชายสมยงค์ วันจันทร์ถือก าเนิดเมื่อ ปี ๒๕๐๓ ที่ อ าเภอล าปลายมาศ จังหวัดบุรีรัมย์ ในยุคนั้นไม่มีไฟฟ้า ไม่มีโทรทัศน์ ชาวบ้านมีอาชีพท านาและท าไร่ปอ ผู้เขียนได้เข้าเรียนชั้นประถมช้ากว่าเพื่อนๆเพราะพ่อแม่ไม่มีตังค์ซื้อชุดนักเรียน เมื่อได้เข้าเรียนมีชุดนักเรียนเพียงชุดเดียวต้องกะวันซักให้ดีให้แห้งทันใส่วันต่อไป ยุคนั้นยังอยู่ในยุคหินคือใช้กระดานชนวน เวลาโรงเรียนมีกิจกรรมต้องใช้เงิน เด็กชายสมยงค์จะไม่กล้าบอกพ่อแม่เพราะรู้ว่าพ่อแม่ไม่มีเงิน ถ้าเราขอพ่อแม่ก็ต้องเที่ยวหยิบยืมมาให้ เมื่อจบประถม ๔ ก็เริ่มชีวิตชาวนาทันที มีงานหลักคือ เลี้ยงควายและท านา ผู้เขียนได้ถ่ายทอดความรู้สึกการใช้ชีวิตชาวนาเต็มๆ ความวิตกกังวลเกี่ยวกับครอบครัวว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร พ่อแม่มีลูกหลายคน ที่นามีไม่มาก คนล้นงาน ความรู้สึกที่ต้องไปยืมข้าวเพื่อนบ้านเพราะข้าวมีไม่พอกิน

คมที่ ๒ ปากกา ชีวิตวัยบวชเรียน

ปากกามีความหมายเป็นนัยถึงการเริ่มต้นชีวิตบวชเรียนเขียนอ่าน ศึกษาหาความรู้จนกระทั่งจบปริญญาเอก คนที่ฐานะทางครอบครัวไม่ค่อยดี มีช่องทางเดียวเท่านั้นคือ บวชเป็นเณรบวชเป็นพระเรียนหลักสูตรนักธรรม หลักสูตรบาลี จบประโยค ป.ธ.๙ แล้วจึงค่อยๆหาช่องทางไปเรียนต่อต่างประเทศเป็นการเริ่มต้นชีวิตจากการที่พ่อแม่ไม่มีที่นาให้ท า คนล้นงานทุกคนเห็นพ้องว่าเด็กชายสมยงค์ควรบวชเรียนจะได้มีที่อยู่ ที่เรียน จึงได้บวชเป็นสามเณร ที่วัดกวางงอย บุรีรัมย์ งานหลักคือท่องสวดมนต์ บิณฑบาต จัดอาหารถวายพระ ปัดกวาด ช่วงเข้าพรรษา มีโอกาสได้เรียนนักธรรมตรีและสอบผ่าน จึงมีความฝันที่จะมีโอกาสเรียนสูงขึ้น มีโอกาสย้ายไปอยู่ที่วัดเส้าไห้ สระบุรี ท าให้มีเพื่อนสามเณรต่างถิ่น มีโอกาสเรียนหนังสือจนจบนักธรรมชั้นเอก คิดจะมุ่งสู่กรุงเทพ เพื่อหาโอกาสเรียนสูงขึ้นต่อไปแต่ก็ไปไม่รอด ต้องกลับไปอยู่วัดทองพุ่มพวง สระบุรี โอกาสไม่เอื้อต่อการเรียนจึงอยาก ลาสิกขา (สึก) ออกไปท านาแต่ทางบ้านบอกว่า คนท านาเยอะแล้ว มีโอกาสเรียนแล้วก็ให้เรียนอย่ากลับมาเลย สู้ต่อไป จึงจ าเป็นต้องอยู่ที่วัดทองพุ่มพวงต่อและเรียนจนสอบได้ประโยค ป.ธ.๓ ได้เป็นสามเณรมหา ท าให้มีผู้อุปถัมภ์ มีความสะดวกสบายขึ้น จุดเปลี่ยนของชีวิตคือมีผู้อุปถัมภ์ให้ได้อยู่วัดปากน้ า ภาษีเจริญ เป็นที่สุดยอดของนักเรียนบาลี จึงได้เรียนและสอบได้ประโยค ป.ธ.๔ ถึง ป.ธ. ๗ตามล าดับ ต่อมาได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุ พระมหาสมยง สมมาปญโญ ป.ธ.๗ ความฝันที่จะสึกไปสมัครงานเป็นครูบ้านนอกหรือผู้ช่วยอนุศาสนาจารย์ ก็ยังมีอยู่ แต่ในที่สุดก็กลับมาเรียนและสอบได้ประโยค ป.ธ.๙ การศึกษาบาลีขั้นสูงสุดหรือเทียบเท่าปริญญาตรี และได้เปลี่ยนชื่อเป็นพระมหาสมจินต์ สมมาปญโญ ไม่ใช่เพราะหมอดูแต่เพราะชอบใจชื่อนี้จึงก าหนดชื่อเอง ยังคงมีความคิดอยากสึกออกไปเป็นอนุศาสนาจารย์ ถึงขั้นตัดเสื้อกางเกงเตรียมไว้เลย แต่ในที่สุดก็ไม่ลาสิกขา (ไม่สึก ) และได้เรียนต่อปริญญาโท ที่มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย สาขาวิชาพระพุทธศาสนา เป็นนิสิตรุ่นที่๑ และส าเร็จเป็นรูปที่๑จึงได้รับทุนไปเรียนต่อปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัยพาราณสี ประเทศอินเดียซึ่งท าให้ผู้เขียนได้เรียนรู้ มีประสบการณ์ภาวะผู้น าที่ไม่เคยมีเลยในประเทศไทย ได้สื่อสารเป็นภาษาอังกฤษ เรียนรู้วัฒนธรรมอินเดีย ใช้เวลาว่างแปลหนังสือภาษาอังกฤษเป็นภาษาไทยถึง ๖ เรื่องและได้ร่วมสร้างวัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ ร่วมกับญาติโยม เป็นเลขานุการผสมเหรัญญิกประสานงานหน่วยงานรัฐของอินเดีย ช่วยงานก่อสร้างจนส าเร็จ เป็นประสบการณ์ที่มีค่าที่วิเศษยิ่ง

คมที่ ๓ ศาสตราจารย์ ชีวิตการท างาน

ศาสตราจารย์ เป็นเป้าหมายของความส าเร็จขั้นสูงสุดในต าแหน่งหน้าที่การงาน ที่ผู้เขียนได้ตั้งความหวังไว้ ต้องการเอาดีด้านการสอนหนังสือจนได้เป็นศาสตรจารย์ โดยเริ่มจากเข้าท างานที่มหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เพื่อใช้ทุนการศึกษา เป็นเจ้าหน้าที่กองวิชาการท าหน้าที่แปลและบรรณาธิการจัดพิมพ์คัมภีร์พระไตรปิฎก ฉบับ มจร เป็นผู้อ านวยการกองวิชาการ เป็นคณบดีบัณฑิตวิทยาลัย ๒ สมัย มีการขับเคลื่อนงานบริหารบัณฑิตวิทยาลัย โดยใช้หลักคิดในการท างานว่างานประจ ามีความชัดเจนอยู่แล้ว ไม่ต้องให้สั่งการ และต้องคิดนโยบายและสร้างงานใหม่ทุกวัน เป็นรองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ ๓ สมัย และเป็นอธิการบดี รูปที่ ๖ ของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ผู้เขียนมีผลงานมากมาย เช่นงานวิจัย วิเคราะห์หลักจริยศาสตร์ในคัมภีร์พระพุทธศาสนา(๒๕๕๕), หนังสือเรื่อง “ไตรสิกขากับการพัฒนาชีวิต” (๒๕๖๒), งานแปล “พระพุทธศาสนาในจีนทิเบต เวียดนาม ญี่ปุ่น (๒๕๕๑) ต ารา “คู่มือการแปลไทยเป็นมคธป.ธ.๔(๒๕๓๔) และบทความทางวิชาการ อีกมากมาย จนได้รับการแต่งตั้งให้เป็น ศาสตรจารย์ ในปี พ.ศ.๒๕๕๙ นับว่าเป็นความส าเร็จสูงสุดของผู้เขียนที่ได้ตั้งใจไว้

บทวิจารณ์ (Review)

ประเด็นที่ผู้วิจารณ์เห็นด้วย

ประเด็นที่ ๑ ชื่อเรื่อง ชื่อเรื่อง คันไถ ปากกา และศาตราจารย์ เป็นชื่อเรื่องที่แฝงด้วย

นัยยะของความคมในทุกช่วงชีวิตของผู้เขียนดังนี้

คมที่ ๑ คันไถ เปรียบดังชีวิตของลูกชาวนาใช้คันไถเป็นเครื่องมือในการท านา สู้ชีวิตด้วยความขยัน ความอดทน ผู้เขียนได้เริ่มหน้าแรกของหนังสือตอน คันไถ ไว้ว่า “ไถนาเป็นศาสตร์และศิลป์ ชาวนาไถนาเป็นแทบทุกคน แต่ไม่ใช่ว่าทุกคนจะไถได้เรียบร้อย โดยเฉพาะการไถตรงมุมคันนาทั้ง ๔ ด้าน ต้องมีเทคนิค พอใกล้หัวมุมคันนา ต้องกะระยะให้พอดีก่อนจะยกผาลไถขึ้น เหวี่ยงออกไปทางขวา ผืนนาที่ไม่มีตอไม้ ไม่มีหญ้ารก และเป็นดินร่วน ไถง่าย ไม่มีปัญหา แต่ถ้ามีตอไม้มาก มีหญ้ามาก หรือเป็นดินเหนียว ไถยากเป็นงานปราบเซียนเลยทีเดียว ไถชนรากไม้ ผาลไถหัก ก็จบกัน วันนั้นแทบไม่ได้ท าอะไรเลย” (หน้า ๙) ผู้วิจารณ์มีความเห็นว่า เป็นการบ่งบอกถึงแม้ชีวิตชาวนา ก็ยังต้องมีทั้งศาสตร์และศิลป์ไปด้วยกัน ต้องมีเทคนิคในการแก้ปัญหาต้องมีการใส่ใจในการงาน รู้จักเก็บรายละเอียด พัฒนาตนเอง จึงจะผ่านพ้นอุปสรรค์ไปได้ คันไถ จึงเป็นเครื่องเตือนใจของผู้เขียนในวัยเด็ก ที่ต้องผจญกับความยากล าบาก ยากจน เป็นปัญหาที่ผู้เขียนคิดตลอดเวลาในวัยเด็กแต่ก็ไม่รู้จะแก้ปัญหาอย่างไร

คมที่ ๒ ปากกา เป็นนัยยะของการเล่าเรียน เขียน อ่าน การแสวงหาองค์ความรู้ การ

เรียนรู้ โดยหลัก สุ จิ ปุ ลิ นอกจากนี้แล้วผู้วิจารณ์มีความเห็นว่า ความคมของปากกาท าให้เปลี่ยนชีวิตของผู้เขียนได้ ดังเช่นในตอนที่ผู้เขียนท้อถอย บรรยากาศไม่เอื้อต่อการเรียนจึงตัดสินใจจะกลับไปอยู่บ้านลาสิกขา (สึก) ออกไปท านา แต่พี่ชายได้ยับยั้งไว้โดยเขียนมาในจดหมายว่า “อย่ากลับมาเลยขอให้สู้ อยู่ต่อไป จะย้ายไปอยู่ที่ไหนก็ได้ จะเรียนอะไรก็ได้ ครอบครัวเราฐานะไม่ดี ที่นาก็มีไม่มาก มีคนท านาเยอะแล้ว มีโอกาสเรียนแล้วก็ขอให้เรียน อย่ากลับมาบ้านอีก สู้ต่อไป” (หน้า ๖๗) นี่คือคมของปากกา ที่เปลี่ยนชีวิตของผู้เขียนให้สู้ต่อไป

ผู้วิจารณ์มีความเห็นว่าปากกา เปรียบได้ดังความคิดของคนเรา เมื่อคิดสิ่งใดได้ ก็ใช้วิธีถ่ายทอดด้วยการเขียนเป็นลายมือด้วยปากกา เป็นการบันทึกความทรงจ า ถ่ายทอดมาเป็นตัวหนังสือการศึกษาที่ไต่เต้ามาจากชั้นประถมจนถึงมหาวิทยาลัย ย่อมต้องอาศัยการเรียน เขียน อ่านทั้งสิ้นปากกานี้จะคมแค่ไหนขึ้นอยู่กับผู้ใช้ ซึ่งผู้เขียนได้ใช้ปากกา ด้วยความเพียร พยายาม จนจบขั้นสูงสุดของการศึกษาโดยจบปริญญาเอกจากประเทศอินเดีย ซึ่งเป็นการจบขั้นสูงสุดแล้วในชีวิตของการเรียนเขียน อ่าน

คมที่ ๓ ศาสตราจารย์ ผู้วิจารณ์มีความเห็นว่า ศาสตราจารย์มีความหมายถึงการมี

ปัญญาเป็นอาวุธ เปรียบได้ดังความส าเร็จที่กว่าจะได้มาต้องสร้างสมผลงานที่ดีและสร้างสรรค์ถ่ายทอดออกมาให้สังคมได้รับรู้ถึงความสามารถของตนเอง ซึ่งผู้เขียนเมื่อครั้งเป็นคณบดีบัณฑิต สอนนิสิตปริญญาโท บอกกับลูกศิษย์ว่า “ผมจบประโยค ๙ ก็จริงแต่โอกาสที่จะได้เป็นเจ้าฟ้า เจ้าคุณคงยาก คงได้แต่มองพรรคพวกเพื่อนฝูงทั้งหลายเป็นเจ้าคุณชั้นสามัญ ชั้นราช ชั้นเทพตัวเราคงเป็นได้เพียงมหาประโยค ๙ จึงขอเอาดีด้านวิชาการ สอนหนังสือ จะเป็นศาสตราจารย์ให้ได้” (หน้า ๑๒๑) และผู้เขียนก็ประสบความส าเร็จ เกินความคาดหวัง คือได้เป็นถึงศาสตราจารย์ตามที่คาดหวังไว้ และได้เป็นทั้งเจ้าคุณชั้นราช ชั้นเทพและชั้นธรรมในปัจจุบัน เกินความคาดหวัง ทั้งนี้เพราะความคมของปัญญาที่ท าให้ผู้เขียนประสบความส าเร็จถึงจุดสูงสุดของชีวิต

ประเด็นที่ ๒ ประเด็นเนื้อหา การใช้ปัญญาอยู่เหนือกิเลสทำให้ตัดสินใจได้ถูกต้อง

ผู้วิจารณ์มีความเห็นว่า ในการด าเนินชีวิตของผู้เขียน มีหลายครั้งหลายหนที่ต้องมีการตัดสินใจ ผู้เขียนมีจุดยืนชัดเจน ใช้สติปัญญา ไม่ให้กิเลสมาครอบง าจิตใจ จึงท าให้การตัดสินใจแต่ละครั้งไม่ผิดพลาดและประสบความส าเร็จ ผู้เขียนมีเป้าหมายชัดเจน มองสภาพความเป็นจริงของชีวิตมากกว่าที่จะอยู่บนความเพ้อฝันหรือกิเลส ผู้เขียนสามารถสร้างสมดุลย์ระหว่างกิเลสและปัญญาได้ ใช้ปัญญาอยู่เหนือกิเลส ชั่งใจดูด้วยสติและปํญญา ท าให้ผู้เขียนตัดสินใจได้ถูกต้อง เช่นครั้งที่ตัดสินใจจะลาสิกขาผู้เขียนกล่าวไว้ว่า “ความคิดที่จะลาสิกขานี้จริงจังมาก ถึงขั้นไปตัดเสื้อกางเกงมาเตรียมไว้แล้วถึงขั้นไปสมัครสอบเป็นอนุศาสนาจารย์มาแล้ว ขณะที่ยังเป็นพระสงฆ์อยู่ แต่เขาไม่รับสมัคร เพราะเขาไม่รับสมัครผู้ที่ยังเป็นพระสงฆ์หรือสามเณรอยู่ ” (หน้า๙๒) แต่แล้วเมื่อไตร่ตรองอีกที ในที่สุด ก็ไม่ลาสิกขา ซึ่งผู้วิจารณ์เห็นว่าเป็นเรื่องยากมากในการตัดสินใจถ้ามองตามความเป็นจริงในสถานการณ์เช่นนี้ โดยมิให้กิเลสเข้ามาแทรกแซงในการตัดสินใจ ผู้เขียนมีจุดยืนที่แน่วแน่ มีสติใช้ปัญญาอยู่เหนือกิเลสอยู่เสมอ จึงมีผลท าให้ตัดสินใจไม่ผิดพลาดและท าให้เหตุการณ์ต่างๆผ่านพ้นไปได้ด้วยดี

ประเด็นที่ ๓ ประเด็นเนื้อหา มีจุดยืนชัดเจน ตรงไปตรงมา ไม่หวั่นไหว

“ปี ๒๕๓๐ พระมหาสมยง สมมาปญฺโ ได้เปลี่ยนชื่อเป็นพระมหาสมจินต์ สมมาปญฺโที่เปลี่ยนไม่ใช่เพราะค าแนะน าของหมอดูที่ไหน เปลี่ยนเพราะตัวเองนี่แหละ เป็นหมอดูเอง ก าหนดชื่อเองเลย ชื่อนี้ความหมายดี ชอบใจชื่อนี้” (หน้า๘๙) จากข้อความนี้ ผู้วิจารณ์มีความเห็นว่า หลังจากที่ผู้เขียนจบประโยค ป.ธ.๙ ซึ่งจบบาลีขั้นสูงสุด ท าให้ผู้เขียนสบายใจจึงเปลี่ยนชื่อตนเองตามที่ตนชอบไม่ได้มีหมอดูแนะน าแต่ประการใด ดูเองก าหนดเอง ซึ่งตรงกับค าสอนของพระพุทธเจ้าที่ไม่ต้องมีฤกษ์หรือพิธีมากมายซึ่งไม่ใช่ทางของ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้เขียนไม่ได้ยึดเอาฤกษ์ผานาที หรือหมอดูเลยและผู้เขียนไม่เคยสอดใส่แนวทางอิทธิปาฏิหาริย์ในหนังสือแต่ประการใด ถือว่าเป็นจุดยืนที่ชัดเจนตรงไปตรงมา

ประเด็นที่ ๔ ประเด็นเนื้อหา ภาวะผู้น าคือจุดเริ่มต้นของการพัฒนาชีวิต

ครั้งที่ผู้เขียนได้ไปศึกษาต่อปริญญาเอกที่ประเทศอินเดียเป็นเวลา ๒ ปีนั้น ได้เก็บเกี่ยวประสบการณ์อันล้ าค่ามากมาย นอกจากการเรียน การมีเพื่อนพ้องแล้ว ผู้เขียนยังได้กล่าวถึงตัวผู้เขียนไว้ว่า “ได้ภาวะผู้น าที่ไม่เคยมีมาเลยที่อยู่ในประเทศไทย ภาวะผู้น าคือสิ่งวิเศษ น าพาชีวิตมนุษย์ให้ก้าวหน้าไม่หยุดยั้ง” (หน้า ๑๐๘) ผู้วิจารณ์มีความเห็นว่าจากค ากล่าวของผู้เขียนในขณะนั้น ผู้เขียนยังไม่มีความเป็นผู้น าแต่ได้เรียนรู้ภาวะผู้น าด้วยประสบการณ์และได้พัฒนาตนเองจนกระทั่งผู้เขียนมีหน้าที่การงาน มีความเป็นผู้น าและก้าวหน้าต่อไปไม่หยุดยั้งจนประสบความส าเร็จเป็นถึงศาตราจารย์เป็นคณบดี เป็นรองอธิการบดี และเป็นอธิการบดีของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยจนถึงปัจจุบัน นับว่าเป็นต าแหน่งสูงสุดของวงการศึกษาแล้ว เป็นการพัฒนาชีวิตที่มีความเป็นผู้น าเต็มตัวซึ่งยากที่ใครจะท าได้เช่นนี้

ประเด็นที่ ๕ ประเด็นเนื้อหา มีนโยบายการบริหารงานที่เป็นจุดเด่นนำไปสู่

ความส าเร็จผู้วิจารณ์มีความเห็นว่า ผู้เขียนมีนโยบายการบริหารงานที่เป็นจุดเด่นคือ “ หลักคิดใน

การทำงานอยู่ว่าเราต้องคิดนโยบายและสร้างงานใหม่ทุกวัน คิดรายละเอียดของงานใหม่ให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ เจ้าหน้าที่ทุกคนต้องส านึกอยู่เสมอว่า งานประจ ามีความชัดเจนอยู่แล้ว ไม่ต้องให้สั่งการ ต้องรู้หน้าที่/ท า/ดู/ตรวจสอบ/พัฒนาปรับปรุง/สั่งการกันเอง” (หน้า ๑๓๑) นี่คือแนวนโยบายและการบริหารงานของผู้เขียนจึงท าให้ผู้เขียนมีผลงานเป็นที่ประจักษ์มากมาย ไม่ว่าจะเป็นงานด้านศาสนา งานการศึกษา งานประชาสัมพันธ์และงานบริการสังคมและ จึงท าให้ผู้เขียนได้รับแต่งตั้ง เป็นถึงพระธรรมวัชรบัณฑิต, ศ.ดร. ถือได้ว่าเป็นความส าเร็จในต าแน่งทางธรรมด้วยเช่นกัน

ประเด็นที่ ๖ ภาพรวมของหนังสือ ได้ข้อคิด ก าลังใจ และความส าเร็จด้วยหลักอิทธิ

บาท ๔ผู้วิจารณ์มีความเห็นว่า หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือเชิงชีวประวัติของผู้เขียน แต่เป็นส านวนการเขียนที่ใช้ส านวนภาษาที่เข้าใจง่าย ไม่เป็นทางการ ผู้เขียนจริงใจถ่ายทอดความรู้สึก ความคิดอ่านในยุคสมัยนั้น อ่านแล้วให้ความเพลิดเพลินให้แง่คิด ถ่ายทอดเรื่องราวเป็นล าดับขั้นตอน ชวนให้ติดตาม หนังสือเล่มนี้เป็นที่สุดของความอุตสาหะ พากเพียร ความมุ่งมั่น ฟันฝ่าเพื่อให้ถึงเส้นชัยของผู้เขียนซึ่งเป็นลูกชาวนาจน ๆ คนหนึ่ง แม้ว่าเวลานั้น ยังไม่มีวี่แววของความส าเร็จก็ตาม แต่ก็มุ่งมั่นฟันฝ่าอุปสรรคจนกระทั่งผ่านพ้นและประสบความส าเร็จเป็นถึงศาสตราจารย์ในที่สุด ผู้วิจารณ์ได้ข้อคิดจากหนังสือเล่มนี้ว่า “ความพยายามอยู่ที่ไหน ความส าเร็จ อยู่ที่นั่น” หรือ อิทธิบาท ๔ อันประกอบด้วย ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา อิทธิบาท ๔ หมายถึงหนทางธรรมที่น าไปสู่ความส าเร็จ คือมีความพอใจ มีความเพียรมีความคิด ตั้งรับในสิ่งที่ท า ไม่ฟุ้งซ่าน และมีการไตร่ตรองใช้ปัญญาอย่างรอบครอบ

ฉะนั้นเมื่อใดที่ท่านรู้สึกเบื่อหน่าย ท้อถอยต่อชีวิต หาทางออกไม่ได้ ถ้าได้อ่านหนังสือเล่มนี้อาจทำให้ท่านได้เห็นทางออก ได้แง่คิด มุมมองใหม่แก่ชีวิตท่านก็เป็นได้ เป็นหนังสือที่จุดประกายความฮึกเหิมให้ลุกขึ้นมาสู้อีกครั้ง ดั่งข้อคิด ค าคมของผู้เขียนที่ได้ฝากไว้ท้ายเล่มของหนังสือเล่มนี้ว่า

“เมื่อทำ ทำให้ถึงที่สุด

เมื่อเรียน เรียนให้จบชั้นสูงสุด

เมื่อเป็น เป็นให้ดีที่สุด”

 

ประเด็นที่ผู้วิจารณ์ตั้งข้อสังเกต

ประเด็นที่ ๑ โอกาสทางการศึกษาของเด็กยากจน

จากประวัติของผู้เขียนที่เป็นลูกชาวนามีความยากจน ต้องอาศัยวัดเพื่อน าไปสู่การศึกษาที่สูงขึ้นซึ่งเป็นหนทางเดียวที่จะช่วยได้ ในสังคมที่บ้านกับวัดเป็นที่พึ่งซึ่งกันและกัน เด็กๆที่ยากจนจ านวนมากได้อาศัยวัดเป็นที่พักพิงในยามยาก ได้อาศัยข้าวก้นบาตรประทังความหิว ได้มีโอกาสได้เรียนในโรงเรียนวัดโดยการบวชเป็นสามเณรได้มีโอกาสเรียนธรรมะ ปฏิบัติ มีโอกาสเข้าถึงแก่นของพระพุทธศาสนา ซึ่งนับว่าวัดให้ประโยชน์แก่สังคมโดยรวม ขจัด แก้ปัญหาและสงเคราะห์แก่เด็กด้อยโอกาสเป็นจ านวนมากให้มีชีวิตที่ดีขึ้น มีโอกาสมากขึ้นนับว่า วัดสามารถช่วยสังคมความยากจนได้ทางหนึ่ง ซึ่งท าให้ผู้วิจารณ์มองว่า ปัญหาความยากจนที่เกิดขึ้นนี้ผู้เขียนเป็นเด็กผู้ชายที่ต้องฝ่าฟันปัญหาอุปสรรค์โดยอาศัยวัดเป็นที่พึ่ง แต่ถ้าเป็นเด็กผู้หญิงที่ประสบปัญหาความยากจนเช่นเดียวกัน พวกเขาจะแก้ปัญหาได้อย่างไร ใครจะเข้ามาช่วยเหลือเด็กเหล่านี้ ควรจะมีหน่วยงานใดหรือองค์กรใดได้ตระหนักถึงปัญหาเหล่านี้ พร้อมที่จะช่วยให้เด็กเหล่านี้ได้มีโอกาสทางการศึกษามากขึ้น พัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น จึงขอเสนอไว้เป็นข้อคิดของสังคมให้ช่วยกันแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นนี้ต่อไป ซึ่งบางทีสังคมเราอาจจะได้เพชรเม็ดงามเพิ่มอีกเม็ดมาช่วยพัฒนาประเทศชาติก็เป็นได้

ประเด็นที่ ๒ ชีวประวัติแนวโลกุตรธรรม

หนังสือเล่มนี้ผู้เขียนได้เริ่มต้นจากประวัติของผู้เขียนเองจากลูกชาวนา จนผันชีวิตมาบวชเรียนส าเร็จทางธรรม ประโยค ปธ. ๙ ส าเร็จสูงสุดทางการศึกษาระดับปริญญาเอกและประสบความส าเร็จในหน้าที่การงานจนได้เป็นศาสตราจารย์ ถือได้ว่าส าเร็จสูงสุดในทางโลกแล้ว ซึ่งผู้วิจารณ์ได้ชื่นชมผลงาน และอยากให้ผู้เขียนมีการถ่ายทอดแนวทางโลกุตรธรรม ได้เห็นการสอดแทรกในความคิด เนื้อหาในทางธรรมให้แก่ผู้อ่านได้ชื่นชมอรรถรส ผู้วิจารณ์เชื่อว่า การที่ผู้เขียนอยู่ภายใต้ร่มกาสาวพัสตร์ ย่อมมีเรื่องราวจากชีวิตจริง ในเพศบรรพชิตมาบอกกล่าว น ามาเสนอ ให้ได้แนวคิด

ในทางธรรม นอกจากนี้การที่ผู้เขียนอยู่ในสมณเพศมายาวนาน คงได้เห็นสัจธรรมของชีวิต ได้เห็นพระอรหันต์อยู่แค่ปลายอุโมงค์อย่างแน่นนอน จึงอยากให้ผู้เขียนได้เขียนเกี่ยวกับอัตชีวิตของท่าน ในแง่มุมที่น าไปสู่โลกโลกุตระในแบบฉบับของผู้เขียน ที่เขียนแบบตรงไปตรงมา ใส่ความรู้สึกที่เป็นธรรมชาตื ที่ให้อรรถรส ความรู้สึกที่ดีในการถ่ายทอด ส่งต่ออารมณ์แก่ผู้อ่าน ซึ่งอาจจะเป็น “ภาค ๒เส้นทางสู่อรหันต์ ชีวิตที่สูงสุดของท่าน” ในท านองนี้ เชื่อว่าจะมีผู้ติดตามอ่านผลงานของผู้เขียนอย่างล้นหลามแน่นอน

บทสรุป

หนังสือเล่มนี้เป็นเรื่องเล่าเกี่ยวกับอัตชีวประวัติที่อ่านง่ายๆ สบายๆ เป็นส านวนตรงไปตรงมา แต่แฝงด้วย ความมุ่งมั่น ด้วยอิทธิบาท๔ มีฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา ที่ฟันฝ่าความยากจน เข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์ เพื่อแสวงหาความรู้น าไปสู่ชีวิตที่ดีขึ้นด้วยความมุ่งมั่น มีความเพียร มีเป้าหมายชัดเจน มีหลักการในการท างาน มีหลักการในการด าเนินชีวิตที่มั่นคง มีสติ ใช้ปํญญาอยู่เหนือกิเลสเสมอในการตัดสินใจ ท าให้ประสบความส าเร็จสูงสุดในทางโลกและมีต าแหน่งระดับสูงในทางธรรม หนังสือเล่มนี้เหมาะที่จะเก็บไว้อ่านเป็นคติสอนใจ เป็นเครื่องเตือนใจ เป็นตัวอย่างแนวทางในการด าเนินชีวิตเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดพลังเพื่อที่จะก้าวเดินต่อไป

ในฐานะที่ผู้เขียนประสบความส าเร็จชั้นสูงสุดในทางโลกตั้งแต่การเรียนกระทั่งต าแหน่งในหน้าที่การงาน ตลอดจนได้รับแต่งตั้งต าแหน่งในทางธรรมเป็นถึงพระธรรมวัชรบัณฑิต, ศ.ดร.ผู้วิจารณ์เชื่อว่าผู้เขียนเต็มเปี่ยมไปด้วยความรู้และประสบการณ์ ได้เห็นสัจจธรรมทั้งทางโลกียะและโลกุตระ ผู้วิจารณ์อยากเห็นผู้เขียนได้เขียนถ่ายทอดประสบการณ์ตามแบบฉบับของผู้เขียนในประสบการณ์ของเส้นทางสู่โลกุตระธรรม ให้ผู้อ่านเห็นอีกมุมมอง ได้สัมผัส ได้ปฏิบัติ เพื่อไปสู่ความสุขสงบอย่างแท้จริง

บรรณานุกรม

พระเทพวัชรบัณฑิต, ศ.ดร. คันไถ ปากกา และศาสตราจารย์. กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์ประยูรสาสน์ไทยการพิมพ์, ๒๕๖๓.

มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๓๙.

Leave a Reply